หอยเม่น หอยเม่น หรือเม่นทะเล เป็นหอยทะเลในวงศ์ Diadematidae ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะโดยทั่วไปของเปลือกที่แข็งโดยที่รูปแบบของเปลือกนั้นจะมีลักษณะค่อนข้างเป็นทรงกลมสีดำ...

Read more

ปลากะรังหัวโขน                       ปลากะรังหัวโขนมีลำตัวป้อมเกือบกลม หัวขนาดใหญ่ส่วนหัวมีหนามจำนวนมาก...

Read more

PANIC คืออะไร   PANIC   โรคแพนิค (Panic Disorder/inFomental) -- - อาการแพนิค ในทางการแพทย์ถือเป็น โรคชนิดหนึ่ง ซึ่งมีคนเป็นกันมาก...

Read more

ปลาพระอาทิตย์ ( Ocean Sunfish... ปลาพระอาทิตย์ ( Ocean Sunfish )  หรือเรียกกันทางวิทยาศาสตร์ว่า  โมลา โมล่า ( Mola mola )  อยู่ในวงศ์...

Read more

เคลียร์หู(Equalizing) วิธีการที่ทำให้คุณเคลียร์หู(Equalizing) ได้ง่ายขึ้น "ช่วยด้วย ฉันรักการดำน้ำ...

Read more

หอยเม่น

หอยเม่น หรือเม่นทะเล เป็นหอยทะเลในวงศ์ Diadematidae ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะโดยทั่วไปของเปลือกที่แข็งโดยที่รูปแบบของเปลือกนั้นจะมีลักษณะค่อนข้างเป็นทรงกลมสีดำ และที่สำคัญมีหนามแหลมสีดำยื่นออกมารอบตัวคล้ายเม่นด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงเรียกหอยเม่นหรือเม่นทะเลโดยเปลือกนั้นจะทำหน้าที่ในการเป็นเกราะห่อหุ้มป้องกันตัวหอยไว้ หอยเม่นมีชื่อสามัญว่า Long spined sea urchin

ตามปกติแล้วหอยเม่นมักจะอาศัยอยู่ตามแนวปะการังและโขดหินตรงริมหาดทรายใกล้ฝั่งทะเล หอยเม่นเป็นสัตว์อันตรายที่นักดำน้ำทุกคนไม่อยากสัมผัสอย่างแนอน เพราะถ้าหากถูกหนามของหอยเม่นตำเข้า จะรู้สึกปวดมาก เพราะที่หนามของหอยเม่นมีพิษอยู่ครับ หายไปเหยียบเข้าล่ะก็ หนามของมันจะหักคาอยู่ในเนื้อของเราเลยเห็นเป็นจุดดำๆ และดึงออกยาก เพราะผิวของหนามค่อนข้างสาก แม้มีปลายโผล่ ปลายก็จะหักซะก่อน เพราะมันเปราะ

เนื่องจากหนามหอยเม่นมีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบ มันจะสลายไปเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ทันใจ แช่น้ำอุ่นก็ช่วยให้มันละลายได้เร็วขึ้นครับ สารที่เป็นกรดต่างๆ เช่น น้ำมะนาว น้ำส้มสายชู ก็ช่วยได้ แต่ต้องระวังมันกัดแผลนะครับ บางคนคงเคยได้ยินว่าให้ฉี่ใส่ อันนั้นก็ช่วยได้เหมือนกันครับ

อาการ

เมื่อถูกหนามแหลมของหอยเม่นตำเข้าไป จะมีอาการคล้ายเข็มแทงหรือตำ แต่การแทงหรือตำนั้นมิได้ตำเพียงอันเดียวการตำจะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันนับสิบอัน รอยที่ถูกตำจะแดง บวม ปวด และหนามทุกอันจะหักคาอยู่ในเนื้อ เป็นจุดดำๆ อยู่ทั่วไป ต่อไปจะเกิดอาการชาบริเวณนั้น นายไม่รุนแรงอาการปวดจะหายไปภายในเวลา 30 นาที แต่อาการชาจะมีอยู่ต่อไปถึง 6 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น

การรักษา

รักษาอาการปวด โดยใช้ยาแก้ปวด พยายามเอาหนามออกถ้าทำได้ ให้เป็นเศษเล็ก เพื่อจะทำให้ละลายหายไปได้ง่ายและเร็วขึ้น โดยปรกติหนามที่หักคาอยู่นั้น จะสลายตัวไปเองภายใน 24-28 ชั่วโมง
แล้วอาการก็หายไป ในรายที่รุนแรงมาก เกิดอาการช็อค ก็รักษาไปตามอาการ เหมือนถูกพิษสัตว์ทะเลอื่นๆ

การป้องกัน

หอยเม่นพวกนี้ชอบอาศัยอยู่ตามซอก โพรง ใกล้หินปะการัง
ข้างเกาะ ดังนั้นการเคลื่นไหวเข้าไปในแหล่งเหล่านี้ต้อง
ระมัดระวังเป็นพิเศษ บางครั้งเราจะเห็นหอยเม่นชัดเจน
รวมกันอยู่เป็นกลุ่มใต้น้ำเห็นเป็นสีม่วงปนดำ
มีขนเป็นหนามแหลมอยู่ทั่วตัว ควรหลีกเลี่ยงและ
ไม่ควรจับด้วยมือเปล่า นอกจากใช้ปากคีบขนาดยาว
การเดินขึ้นหาดทรายหรือเกาะ ในกรณีที่เรือเล็กไม่สามารถ
เทียบเข้าหาดได้ นับว่าเป็นอันตรายมาก ควรจะระวังอย่างมาก
แม้ว่าสวมรองเท้ายางก็ไม่สามารถป้องกันได้ แน่นอน
เพราะหนามนั้นแหลมคมอาจแทงทะลุขึ้นมาได้

ปลากะรังหัวโขน

                      ปลากะรังหัวโขนมีลำตัวป้อมเกือบกลม หัวขนาดใหญ่ส่วนหัวมีหนามจำนวนมาก , ลำตัวสากและมีหนามเล็กๆ , หนังหนาและเป็นปุ่ม, เกล็ดละเอียด บางชนิดไม่มีเกล็ด, ครีบหลังยาว, ครีบอกกว้าง มีก้านครีบแข็งขนาดใหญ่ที่ครีบหลัง ครีบอก และครีบท้อง ก้านครีบแข็งมีลักษณะเป็นหนาม ต่อมพิษของก้านครีบแข็งอยู่ใต้ชั้นผิวโดยอยู่รอบส่วนกลาง ส่วนปลายของก้านหนามหุ้มห่อด้วยเนื้อเยื่อ (Connective tissue) พิษจะถูกปล่อยออกเมื่อเยื่อหุ้มหนามฉีกขาด อันตรายเกิดจากการไปสัมผัสถูกก้านครีบแข็งบริเวณต่างๆ และหนามบริเวณหัว เนื่องจากปลากลุ่มนี้ชอบอยู่นิ่งๆ ทำให้ดูคล้ายก้อนหินจึงอาจไปสัมผัสหรือเหยียบได้ พิษมีความรุนแรงมากเมื่อถูกตำหรือบาดจะปวดและบวมทันที ความเจ็บปวดอาจอยู่นานหลายชั่วโมงหรือหลายวัน ในกรณีที่รับพิษจำนวนมากหรือแพ้ ผู้ป่วยอาจมีอาการคอแห้ง, ปวดเมื่อยตามข้อต่างๆ , ซึม เพ้อ ไม่ได้สติ , จนเสียชีวิตได้ในที่สุด ปลาในกลุ่มนี้อาศัยตามพื้นท้องทะเล จัดอยู่ใน 2 วงศ์ คือ วงศ์ปลาแมงป่อง (Family Scorpaenidae) เช่นสกุล Scorpaenopsis และวงศ์ปลาหิน (Family Synanceidae)  เช่นสกุล Synanceia.   

          ปลากะรังหัวโขน (Scorpionfish) เป็นปลาที่มีรูปร่างน่ากลัว อาศัยอยู่ตามหินปะการัง หรือตามสถานที่รก ๆ โดยทั่วไปมีสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม และมีจุดตกกระอยู่ทั่วลำตัว สีของปลาชนิดนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่อาศัย บางครั้งอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นหิน เพราะมันจะนอนนิ่ง ๆ ราวกับก้อนหินอยู่ในกลุ่มปะการัง ทำให้นักประดาน้ำหรือนักท่องเที่ยวที่สนใจในหินรูปร่างลักษณะต่าง ๆ เมื่อไปจับถูกตัวมันเข้าก็อาจจะถูกเงี่ยงตำได้รับอันตรายโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากปลากะรังหัวโขนมีเงี่ยงอยู่ตอนส่วนหลัง ส่วนล่าง ๆ และด้านข้างลำตัว และมีต่อมน้ำพิษซึ่งมีหนังปกคลุมอยู่บาง ๆ อยู่ส่วนล่างของเงี่ยง

การปฐมพยาบาลและการป้องกัน       กรณีที่ถูกเงี่ยงตำใช้เชือกรัดระหว่างแผลและหัวใจบริเวณใกล้บาดแผลมากที่สุด และมีการคลายรัดทุก 2-3 นาที เพื่อให้เลือดได้ไหลเวียนหรือจุ่มแผลที่ได้รับลงในน้ำร้อน ซึ่งร้อนที่สุดเท่าที่ผู้ป่วยจะทนได้ ประมาณ 30-60 นาที ถ้าแผลเกิดขึ้นบริเวณหน้าให้ประคบด้วยผ้าก้อนกลมชุบน้ำร้อนเพราะน้ำร้อน จะทำลายเชื้อหรือพิษให้หมดไป จากนั้นจึงนำไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด สำหรับการป้องกันกระทำได้โดยไม่จับตัวของสัตว์ หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำหรือดำน้ำในระดับลึก ๆ ที่เป็นสถานที่ขมุกขมัว และแสงส่องไม่ถึง

PANIC คืออะไร

  PANIC

  โรคแพนิค (Panic Disorder/inFomental)
– -
อาการแพนิค ในทางการแพทย์ถือเป็น โรคชนิดหนึ่ง
ซึ่งมีคนเป็นกันมาก และเป็นกันมานานแล้ว(บนบก) แต่ประชาชนทั่วไปมักไม่ค่อยรู้จัก
และยังไม่มีชื่อโรคอย่างเป็นทางการในภาษาไทย
 แพทย์บางท่าน อาจเรียกโรคนี้ว่า “หัวใจอ่อน” หรือ “ประสาทลงหัวใจ”
ความจริงแล้วโรคนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโรคหัวใจเลย เพราะไม่ได้มีปัญหาอะไรที่หัวใจ
หากแต่เป็นสภาพทางจิตและ ไม่มีอันตราย ถ้าเกิดบนบก
  แต่ จะส่งผลร้ายแรงอย่างยิ่งเมื่อเกิดอาการขึ้นในขณะดำน้ำ
เนื่องจาก จะทำให้นักดำน้ำ จมน้ำตาย นั้นเอง
 
เพราะเมื่ออาการกำเริบจากความกลัว หรือเพราะผลจากความลึก ที่ทำให้เกิดแรงบีบกดร่างกาย
 และผลจากการหายใจที่ความลึก อากาศมีความหนาแน่นมากจึงหนัก ยากแก่การหายใจ
ผู้ป่วย จะรู้สึกใจสั่นหัวใจเต้นแรง อึดอัด แน่นหน้าอก หายใจไม่ทัน เหมือนRegulatorไม่จ่ายอากาศ 
หายใจได้ไม่เต็มอิ่ม ขาสั่น มือสั่น มือเย็น บางคนจะมีอาการวิงเวียนหรือมึนศีรษะ
 ท้องไส้ปั่นป่วน และหมดสติ ใน ขณะที่มีอาการผู้ป่วยมักจะรู้สึกกลัวมาก จนไม่สนองตอบต่อคำสั่ง
-
 
-
   โดยที่ส่วนใหญ่ผู้ป่วย โรคแพนิค
จะกลัวว่าตัวเองกำลังจะตาย กลัวว่าตัวเองกำลังจะหมดสติแล้ว
  บางคนกลัวว่า ตนกำลังจะเสียการควบคุมตัวเอง อาการต่างๆ
มักเกิดขึ้นทันที และค่อย ๆ พัฒนาความหลอนรุนแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ
จนเต็มที่ในเวลาประมาณ 10 นาที คงอยู่สักระยะหนึ่ง แล้วค่อยๆ ทุเลาลง
ในขณะนั้นถ้าเราพบเห็นนักดำน้ำที่มีอาการสั่นกลัว อาจให้ความช่วยเหลือได้โดยการ
พาขึ้นสู่ที่ตื้นอย่างช้าๆ จับมือผู้ป่วยไว้ให้แน่น เสมือนว่าเค้าปลอดภัยแล้วที่เจอเรา
การพาผู้ป่วยขึ้นสู่ที่ตื้นนั้น เป็นการปรับลดความกด และแรงดันของระบบลง ซึ่งจะช่วยได้มากๆ
นักดำน้ำจะรู้สึกหายใจได้ง่ายขึ้น สบายตัวขึ้น เพราะแรงกดดัน ลดลงนั้นเอง
ข้อควรระวังอย่างยิ่ง ในรายที่ดิ้นรนรุ่นแรงควรเข้าด้านหลัง
 หรือคุณควรมีความรู้ในระดับ Rescue แล้วเท่านั้น 
อาการมักจะหายหรือเกือบหาย ในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
 ภายหลังจากอาการแพนิคผ่านพ้นไปแล้ว ผู้ป่วยมักจะอ่อนเพลียมาก
  และแม้แต่ในช่วงที่ไม่มีอาการ ผู้ป่วยก็มักจะกังวลกลัวว่าจะเป็นอีก ซ้ำๆจนเสียสุขภาพจิต
-
 
-
อาการ โรคแพนิค จะเกิดที่ไหนเมื่อไรก็ได้ และคาดเดาได้ยาก

ผู้ป่วยมักพยายามสังเกตุ และเชื่อมโยงหาเหตุผล ที่กระตุ้นให้เกิดอาการกันไปต่างๆ
เผื่อที่ตนเองจะได้สร้างเงื่อนไขทางจิตในการหลีกเลี่ยง และรู้สึกว่าสามารถควบคุมมันได้
เช่น ผู้ป่วยบางราย ไปเกิดอาการขณะขับรถขึ้นที่สูงก็จะไม่กล้าขับรถขึ้นที่สูงนั้นอีก
จึงสร้างเงื่อนไขว่า ตราบใดที่ไม่ขับรถขึ้นที่สูงก็จะไม่เป็นไร เป็นต้น
 บางรายเกิดอาการขณะดำเรือจม ก็จะตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าไม่ดำเรือจมก็จะไม่เป็นไร
ผู้ป่วยบางรายไม่กล้าดำน้ำคนเดียว หรือไม่กล้าอยู่คนเดียว บางคนไม่กล้าดำลงไปลึกๆ
 เพราะกลัวว่าจะเกิดอาการขึ้นมาอีก แล้วจะไม่มีใครช่วยได้
  ในบางรายอาจมีเหตุกระตุ้นจริงๆบางอย่างได้ เช่น การออกกำลังหนัก ๆ หรือเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีน
 เช่น กาแฟ ชา น้ำโคล่า ฉะนั้นในการดำน้ำควรหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆเหล่านี้
-
ขณะเกิดอาการ ผู้ป่วย โรคแพนิค มักกลัว จากนั้นจึงค่อยไปพบแพทย์ในภายหลัง
 ซึ่งแพทย์ก็มักตรวจไม่พบความผิดปกติ
 และมักได้รับการสรุปว่าเป็นอาการเครียด หรือคิดมากไปเอง
ซึ่งผู้ป่วยก็มักยอมรับไม่ได้ และปฏิเสธว่าไม่ได้เครียด เมื่อเกิดอาการอีกในครั้งต่อมา
 ผู้ป่วยก็จะไปโรงพยาบาลอื่นและมักได้คำตอบแบบเดียวกัน ผู้ป่วย โรคแพนิค หลาย ๆ ราย
ไปปรึกษาแพทย์เพื่อเช็คสุขภาพ โดยเฉพาะหัวใจซึ่งก็มักได้รับการตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียด
 แต่ก็ไม่พบความผิดปกติอะไร ที่สามารถอธิบายอาการดังกล่าวได้ 
-
ซึ่งก็ยิ่งทำให้ผู้ป่วยกังวลมากขึ้นไปอีก
อาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเรียกว่า อาการแพนิค (panic attack) ซึ่งแปลว่า “ตื่นตระหนก”
 เพราะการที่ไม่รู้ว่าตนเองกำลังเป็นอะไร จะยิ่งเพิ่มความตื่นตระหนกให้รุนแรงขึ้น
นักดำน้ำหลายท่าน เลิกดำน้ำไปเลย เพราะกลัว 
-
   
-
อาการแพนิค ไม่มีอันตราย อาการนี้ทำให้เกิดความไม่สบายเท่านั้นแต่ ไม่มีอันตราย
  สังเกตุได้จากการที่ผู้ป่วยมักจะ มีอาการมานาน บางคนเป็นมาหลายปี เกิดอาการแพนิคมาเป็นร้อยครั้ง
 แต่ก็ไม่เห็นเป็นอะไรสักที
           ในปัจจุบันเรา ทางการแพทย์เราพอจะทราบว่าผู้ป่วย โรคแพนิค
มีปัญหาในการทำงานของสมองส่วนที่ทำให้เกิดอาการ “ตื่นตระหนก”
โดยเป็น ความผิดปกติของสารสื่อนำประสาท บางอย่างเราจึงสามารถรักษาโรคนี้ได้ด้วยยา
 ยาที่ใช้รักษา โรคแพนิค จะมี 2 กลุ่ม คือ
         
          1. ยาป้องกัน (ในรายที่เป็นมาก) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้า
ปรับยาครั้งหนึ่งต้องรอ 2-3 สัปดาห์
 จึงจะเริ่มเห็นผล คืออาการแพนิค จะห่างลง และเมื่อเป็นขึ้นมาอาการก็จะเบาลงด้วย
 เมื่อยาออกฤทธิ์เต็มที่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแพนิคเกิดขึ้นอีกเลย
ยากลุ่มนี้จะเป็นยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าบางตัว เช่น เล็กซาโปร (lexapro)
โปรแซก (prozac) โซลอฟ (zoloft) ยากลุ่มนี้ไม่ทำให้เกิดการติดยา
และสามารถหยุดยาได้เมื่อโรคหาย ในการรักษาด้วยยาเราจะจ่ายทั้ง ยาป้องกัน และยาแก้ 

          เพราะในช่วงแรก ๆ ยาป้องกันยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยจะยังมีอาการจึงยังต้องใช้ยาแก้อยู่

 เมื่อยาป้องกันเริ่มออกฤทธิ์ผู้ป่วยจะกินยาแก้น้อยลงเอง
แพทย์จะค่อยๆเพิ่มยาป้องกันจนผู้ป่วย “หายสนิท” คือไม่มีอาการเลย
แล้วให้ผู้ป่วยรับประทานยาต่อไปเป็นเวลา 8-12 เดือน
หลังจากนั้นจะให้ผู้ป่วยค่อยๆ หยุดยา ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถหยุดยาได้โดยไม่มีอาการกลับมาอีก
 แต่ก็มีบางรายที่มีอาการอีกเมื่อลดยาลง
ในกรณีแบบนี้เราจะเพิ่มยากลับขึ้นไปใหม่แล้วค่อย ๆ ลดยาลงช้า ๆ
-
-  
         2. ยาแก้ เป็นยาที่ออกฤทธิ์เร็ว ใช้เฉพาะเมื่อเกิดอาการขึ้นมา เป็นทีกินที กินแล้วหายเร็ว
 ได้แก่ยาที่คนทั่วไปรู้จักกันในนามของยา “กล่อมประสาท” หรือยา “คลายกังวล”
เช่น แวเลี่ยม (valium) แซแนก (xanax) และอะติแวน (ativan)
ซึ่งยาประเภทนี้มีความปลอดภัยสูง(แปลว่าไม่มีพิษ ไม่ทำลายตับ ไม่ทำลายไต)
 แต่ถ้ารับประทาน ติดต่อกันนานๆ (2-3 สัปดาห์ขึ้นไป) จะเกิดการติดยาและเลิกยาก
และเมื่อหยุดยากระทันหันจะเกิดอาการขาดยา ซึ่งจะมีอาการเหมือนอาการแพนิค
ทำให้แยกแยะไม่ได้ว่าหายหรือยัง ดังนั้นแพทย์จะเน้นกับผู้ป่วยว่าให้กินเฉพาะเมื่อมีอาการเท่านั้น
 ยังไม่เป็นห้ามกิน รอให้เริ่มมีอาการแล้วค่อยกินก็ทันเพราะมันออกฤทธิ์เร็ว
-
   
-

การป้องกันในระยะยาว ง่ายถึงง่ายที่สุด คือการออกกำลังกาย จนสุขภาพร่างกายแข็งแรง

 เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตนเองกลับมาอีกครั้ง หวังว่า บทความนี้คงตอบโจทย์
และ คลายปมปัญหาของใครหลายคน ที่เป็นนักดำน้ำ ทั้งมือใหม่มือเก่า
อาการ Panic นี้ ถูกพูดถึงกันมามาก โดยประสบการณ์ส่วนตัวของผมแล้ว โรค Panic นี้สามารถเกิดได้
กับนักดำน้ำทุกวัย ทั้งมือเก่า และมือใหม่ ถ้าคุณเป็นคนป่วย และอยากหายป่วยลองทำใจให้สบาย
 ทำความเข้าใจถึงสาเหตุ และอาการของมัน พยายามกลับไปทำซ้ำในสิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้
อย่างเป็นระบบมีการเตรียมการและการวางแผนที่ดี 
การดำน้ำกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ๆช่วยคุณได้ ลองเล่าความจริงให้เพื่อนฟังอย่าอาย
 และลองให้เพื่อนจูงมือคุณแน่นๆขณะดำน้ำ จะสามารถช่วยคุณได้มากๆ

 
 
 
 
 
วันที่ลงบทความ: 2011-09-01 14:36:31
 
ที่มาของบทความ: ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ เพิ่มเติมโดย ชมรมศิษย์เก่านักดำน้ำกองพันลาดตระเวน

ปลาพระอาทิตย์ ( Ocean Sunfish )

ปลาพระอาทิตย์ ( Ocean Sunfish )  หรือเรียกกันทางวิทยาศาสตร์ว่า  โมลา โมล่า ( Mola mola )  อยู่ในวงศ์ Molidae  ซึ่งเป็นญาติกับกลุ่มปลาปักเป้า ( Puffer Fish ) และเกี่ยวดองกับ ปลาวัว ( Trigger Fish ) ด้วย
จัดอยู่ในกลุ่มปลากระดูกแข็งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ( ปลาฉลามวาฬ จัดว่าเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก  แต่มันเป็นปลาที่จัดอยู่ในกลุ่มปลากระดูกอ่อน )  มีความยาวได้ถึง 4 เมตร  และหนักกว่า 2,300 กิโลกรัม หรือ 2 ตันกว่าทีเดียว

ปลาโมลา โมล่า เป็นปลาที่มีปริมาณไม่มากนัก  ถึงแม้ว่ามันจะวางไข่ได้ครั้งละ 300 ล้านฟองก็ตาม  ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ที่ออกไข่มากที่สุดในโลก  แต่ปริมาณการรอดชีวิตนั้นน้อยมาก  เนื่องจากเป็นปลาที่ตัวใหญ่และเคลื่อนไหวได้เชื่องช้าเมื่อเทียบกับปลาอื่นๆ  จึงตกเป็นอาหารของสัตว์น้ำอื่นๆเสียหมด

ปลาโมลา โมล่า  มีรูปร่างแปลกประหลาดเหมือนกับถูกตัดขาดครึ่งตัว  ไม่มีส่วนหาง ( เป็นที่ีมาของชื่อ เฮดฟิช )  ลำตัวแบนกว้าง  ผิวหนังไม่มีเกล็ด  แต่แผ่นหนังนี้มีความหนากว่า 15 มิลลิเมตร  เหนียวและยืดหยุ่น  ส่วนครีบท้องและครีบหลังยื่นยาวออกไปมาก  ใช้โบกไปทางซ้ายและขวาในการว่ายน้ำ  ครีบหูกลม  ปากค่อนข้างเล็ก  มีฟันแบบเดียวกับปลานกแก้วหรือปลาปักเป้า  ส่วนของสมองถือว่าเล็กมากๆเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของตัว  กล่าวคือมีขนาดเท่าหัวแม่มือเท่านั้นเอง

เมื่อยังเป็นลูกปลามีขนาดเล็กมากประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เท่านั้น  มีหนามแหลมเหมือนปลาปักเป้าอยู่ 4-5 อัน  และจะหายไปหมดเมื่อโตขึ้น  เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในทะเลเปิด  แต่ก็พบว่าเข้ามาหากินใกล้ฝั่งในบางครั้ง  มักจะพบเห็นว่ามันว่ายน้ำช้าๆตามกระแสน้ำ  บางช่วงจะอยู่ใกล้ผิวน้ำจนครีบหลังโผล่เหนือผิวน้ำเหมือนปลาฉลาม  เป็นปลาที่มีพยาธิหรือปาราสิต  ค่อนข้างมากที่บริเวณผิวหนัง  มันจึงชอบว่ายไปตามกอสาหร่ายลอยน้ำ  เพื่อให้ปลาพยาบาลช่วยตอดกินพยาธิ  รวมทั้งชอบที่จะพลิกตัวลอยด้านข้างเพื่อให้พวกนกมากจิกกินปาราสิต  ซึ่งการที่มันชอบลอยตัวอาบแดดที่ผิวน้ำ  จึงทำให้พวกเราเรียกมันว่า ปลาซันฟิช

แม้ว่ามันจะอยู่ใกล้ผิวน้ำค่อนข้างบ่อย  แต่ก็พบว่ามันสามารถลงไปที่ความลึกกว่า 400 เมตรได้  และที่แปลกก็คือมันสามารถกระโดดขึ้นเหนือผิวน้ำสูงเป็น 10 ฟุตทีเดียว  เป็นปลาที่หากินตามลำพังว่ายน้ำไปเรื่อยๆ  แต่บางครั้งจะพบพวกมันอยู่รวมกันเป็นฝูงนับสิบตัวในบางท้องถิ่น

อาหารของปลาโมลา โมล่า ก็คือพวกกุ้ง ปลาหมึก และปลาขนาดเล็ก  นอกจากนี้มันยังชอบกินแมงกะพรุนเป็นหลักอีกด้วย  มันเป็นปลาที่ไม่นิยมเอามาบริโภค  เนื่องจากเนื้อที่เหนียว  ไม่อร่อย  ที่สำคัญที่สุดก็คือมีรายงานว่าเนื้อของมันมีพิษ เช่นเดียวกับปลาปักเป้า
พฤติกรรมการกินอาหารของมันก็ไม่เหมือนใคร  ด้วยเหตุที่ปากของมันค่อนข้างเล็ก  มันจะใช้ปากกัดเหยื่อให้เป็นชิ้นเล็กๆ  แล้วพ่นออกมาก่อนที่จะดูดเข้าปากไปใหม่  มันสามารถอมน้ำแล้วพ่นออกมาอย่างแรงแบบเครื่องยนต์เจ็ท  เพื่อเปลี่ยนทิศทางว่ายน้ำ  และใช้วิธีเดียวกันพ่นน้ำลงบนพื้นทราย  เพื่อหาอาหารจำพวกสัตว์มีเปลือกที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นทรายด้วย

เคลียร์หู(Equalizing)


วิธีการที่ทำให้คุณเคลียร์หู(Equalizing) ได้ง่ายขึ้น

“ช่วยด้วย ฉันรักการดำน้ำ แต่มันยากเย็นแสนเข็ญ(ครกขึ้นภูเขา) ที่จะเคลียร์หู มันเจ็บมาก จอร์จ…….
คุณมีวิธีช่วยให้เคลียร์หูง่ายๆ รึเปล่า”
“มีซิอังเดร์…………………… ไม่ใช่คุณคนเดียวหรอกที่มีปัญหานี้ มันเป็นปัญหาทั่วไปของนักดำน้ำ”
หูของคนเราแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ
หูชั้นนอก
หูชั้นใน
หูชั้นกลาง อยู่ถัดจากเยื่อแก้วหู มีลักษณะเป็นโพรงอากาศบรรจุกระดูกเล็ก ๆ 3 ชิ้น คือ
กระดูกค้อน อยู่ติดกับเยื่อแก้วหู
กระดูกทั่ง อยู่ตรงกลาง
กระดูกโกลน อยู่ติดกับหูชั้นใน

ส่วนล่างของโพรงอากาศตอนปลายของหูชั้นกลางจะมีท่อยูสเตเชี่ยน (Eustachian tube) ซึ่งมีลักษณะเป็นช่องอากาศแคบๆ และยาวต่อไปถึงคอ ทำหน้าที่ปรับความกดอากาศข้างในและข้างนอกหูให้มีความสมดุลกัน ทำให้เราไม่ปวดหูเวลาอากาศเข้าไปกระทบแก้วหูขณะที่มีการหายใจ หรือกลืนอาหาร

เมื่อเราลงดำน้ำ แรงดันจากน้ำ(ภายนอก)และภายในร่างกายคือหูไม่เท่ากัน ทำให้เราเจ็บหู ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือปรับแรงดันให้ภายนอกกับภายในสมดุลกัน หรือที่เราเรียกว่า Equalizing หรือ “ป๊อปหู” หรือ “เคลียร์หู” หรือ “อีควอไลท์หู” แล้วแต่จะเรียกกัน

ดังนั้นกุญแจสำคัญที่ทำให้คุณเคลียร์หูได้อย่างปลอดภัยคือการเปิดท่อยูสเตเชี่ยน (Eustachian tube) โดยให้แรงดันจากคอเข้าสู่หูชั้นกลาง เช่น เอามือบีบจมูก การกลืนน้ำลาย เคี้ยวกราม ขยับกรามไปมา อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว เพื่อทำให้แรงดันภายนอก(ความกดดันของน้ำ) กับแรงดันในช่องหูเท่ากัน

เทคนิคการเคลียร์หู
…อ่านต่อด้านใน

Aquarium (อุโมงค์ปลา) เรื่องจริงที่ควรรู้

 
AQUARIUM
คือสถานแสดงพันธ์สัตว์น้ำ หรือในที่นี้ ผมขอเรียกใหม่ว่า คุกมืด ของปลาทะเล
 
     ผม ตัดสินใจอยู่นาน ว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือไม่ หลายประเด็นละเอียดอ่อน
แต่ก็อยากจะถ่ายทอดเรื่องราวน่าเศร้าใจเหล่านี้ ในมุมของผม
ธุรกิจ Aquarium เริ่มเข้ามาบูม และเติมโต ในบ้านเราเมื่อประมาณสัก7-8ปีที่แล้ว
โดยนายทุนชาวต่างชาติทิ้งสิ้น
     ผมเองเคยมีส่วนร่วม ในการเริ่มต้นของธุรกิจประเภทนี้
โดยถูกว่าจ้างให้เป็นที่ปรึกษาพิเศษ ในการฝึกอบรมนักดำน้ำที่จะปฏิบัติงานในอุโมงค์
ด้วยความที่ผมคิดว่า ระบบบำบัดน้ำ และเทคโนโลยีในการเลี้ยงสมัยใหม่
จะทำให้ ปลาทะเลสวยงามเหล่านี้ แหวกว่ายอย่างมีความสุข
ปลอดภัยจากการทำประมงที่รุนแรง ในทะเลจริงๆ
แต่เปล่าเลย มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยครับ ไม่มีอะไรอย่างที่ผมคิด
3 เดือนผ่านไป หลายร้อย หลายพัน ชีวิตต้องลาจากโลกนี้ไปอย่างเงียบๆ
ผมพยายามคิดในแง่ดีมาตลอด จากคำอ้างของผู้เชี่ยวชาญที่เป็นชาวต่างชาติบ้าง
คนไทยบ้าง ว่า “ระบบมันยังไม่นิ่ง เดี๋ยวก็ ดีขึ้น “
-
   ทุกๆเช้า ก่อนเปิดให้บริการ จะมีนักดำน้ำเข้าเวร ลงเก็บปลาตายจำนวนมาก
และปล่อย ปลาที่ถูกส่งตัวมาใหม่ลงไปแทน
ลูกค้า เสียเงินซื้อตั๋วราคาไม่ถูก เข้าไปชื่นชมโลกใต้น้ำ
เราถูกป้อนข้อมูลเชิงบวก ถูกกระตุ้นด้วยสื่อ ในด้านที่สวยงามอยู่ตลอดเวลา
เม็ดเงินเหล่านี้ จะกลายเป็น เงินกำไร เงินเดือนพนักงาน เงินสำหรับซื้อปลา
มาปล่อยใหม่ ส่งเสริมให้มีการลักลอบจับปลาทะเลสวยงาม
ตามแนวปะการังเป็นจำนวนมาก ธุรกิจค้าปลาทะเล เติบโตขึ้นเป็นเงาตามตัว
 ไทย และมาเลเซีย ขึ้นอันดับ เป็นผู้ลักลอบค้ารายใหญ่ของโลก 
ในการจัดส่งปลาไปยุโรปด้วย
   
 
  เช้าวันนึง เมื่อหลายๆปีก่อน ผมตื่นขึ้นมา แล้วเดินทางมาถึงบริษัท Aquarium
ที่ทำงาน อากาศสดใส ในยามเช้า ผมเดินสำรวจไปรอบๆ
เพื่อดูความเรียบร้อย  ที่ตู้ปลาการ์ตูน ลูกปลาตัวนึง
พยายามออกแรงว่ายน้ำ เพื่อจะหนีออกจากแรงดูดของหัวปั๊มกรองน้ำ
เค้าดูอ่อนแรงมาก คงไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน ลูกปลาถอดใจ
ปล่อยให้ตัวเองถูกดูดติดอยู่กับหัวกรองน้ำนั้น และก่อนที่ผมจะทำอะไรได้ทัน
เค้าก็ตายซะแล้ว คุณอาจคิดว่า นี่ก็แค่ชีวิตเล็กๆบนโลกเท่านั้น ใช่มั้ยครับ
ผมยืนสลด ยอมรับว่าน้ำตาซึมเลย(ผมไม่ได้ ดราม่านะครับ) ผมตัดสินใจได้ทันที
เดินไปลาออกกับผู้จัดการซึ่งเป็นชาวต่างชาติ
เนื่องจากสัญญาจ้างที่เป็นแบบพิเศษของผมยังไม่หมดลง
กับคำถามว่า เหตุผลที่ ยูจะไปคืออะไร ผมตอบไปว่า
“ไม่อยากให้เงินเดือนที่ปรึกษาของผม ต้องแลกมากับชีวิตเล็กๆแบบนี้”
วันไหนก็ตาม  ที่ ยู พิสูจน์ได้ว่า Aquarium ไหนก็ได้ในโลก
ที่เลี้ยงปลาทะเลแล้วรอด วันนั้น ไอ จะกลับมาขอโทษ ยู ที่พูดแบบนี้
              จากวันนั้น ผมพยายามค้นหา ศึกษาในสิ่งที่ผมไม่รู้
ระบบนิเวศวิทยาในทะเลเป็นระบบที่ใหญ่มาก มีตัวแปรมากมาย
เกินว่าที่มนุษย์เราจะควบคุมได้เช่น กระแสน้ำ ความมืดความสว่าง ความเค็ม
สารอาหารในน้ำ ถิ่นที่เหมาะสมกับสายพันธุ์
ทุกๆตัวแปรต้องสัมพันธ์กันหมด ซึ่งหมายถึงความอยู่รอดของชีวิต
แต่ปลาทะเลใน Aquarium ต้องกินกันเองเพื่อความอยู่รอด จากความหิว
อาหารที่เราให้ไม่มีความหลากหลายพอ
เป็นอาหารเชิงเดี่ยว ก็คือ เนื้อปลาข้างเหลืองซะเป็นส่วนมาก บางวันกลายเป็น
ผักกาดขาว ครับ ผักกาดขาว คุณอ่านไม่ผิด เพราะมันถูก และหาซื้อง่าย
ปลาจึงอ่อนแอลงทุกวัน ไอ้ที่อยู่รอดจริงๆ ก็ประเภท เดนคุก กินพวกเดียวกันเอง
กฏหมายไทย ระบุชัดเจน ห้ามครอบครองปะการัง แต่อนุญาตให้เลี้ยงปลาได้
โชคดี คือ ปะการังใน Aquarium เป็นของปลอม
โชคร้าย คือ ปลาทะเลจะอยู่รอดได้ ด้วยการอิงอาศัยกับ ปะการังจริงๆเท่านั้น
 
           ถึงวันนี้ ปลาทะเลสวยงามของเราถูกลักลอบจับออกจากแนวปะการัง
ของอุทยานแห่งชาติมาโชว์ตัวอยู่ในเมือง กันจนจะหมดทะเลแล้ว สายเกินไป
สำหรับการลุกขึ้นมาทำอะไรแบบนี้ของผมแต่จะรู้สึกผิดยิ่งกว่า ถ้าไม่กล้าเขียน
ไม่กล้าเล่าให้ฟัง ผมจะรู้สึกผิดต่อลูกปลาการ์ตูน ตัวนั้น
 
 
 
 
 
วันที่ลงบทความ: 2011-07-20 11:05:22
 
ที่มาของบทความ: ชมรมฯดำน้ำลาดตระเวน Recon Diver Club ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ใช้เพื่อการศึกษา

กฏ 10 ข้อ ที่ควรปฏิบัติของนักดำน้ำ

  กฏ 10 ข้อ

  การเตรียมตัวก่อนออกทริปดำน้ำไม่ว่าในหรือนอกประเทศ เล็กๆน้อย แต่สำคัญยิ่ง สำหรับการเตรียมตัวไปดำน้ำครับ
1. เตรียมสุขภาพร่ายกายให้พร้อม ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
    เพราะกีฬาดำน้ำต้องการความฟิตพอสมควร
2. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ทั้งก่อน และระหว่างการดำน้ำ
    เพราะผลจากการดื่ม จะทำให้ร่ายกายตกอยู่ในภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลีย และเสี่ยงต่อการ 
    เกิดโรค  Dcs อย่างยิ่ง
    เตือนกันมาก แต่ก็ดื่มกันมาก เพราะเสพติดกันแล้ว
 
3. เช็คอุปกรณ์ดำน้ำให้รอบคอบ พร้อมใช้งาน โดยเฉพาะถ้าเป็นของเช่ามา ยิ่งต้องดูให้ดีก่อน
    ชีวิตเราเองนะครับ เช่าจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ที่มีการดูแลอย่างดี(ซึ่งตอนนี้หาดีๆยาก)
-
 
4. เตรียม WetSuit ให้พอเหมาะพอดี กับอุณหภูมิของแหล่งดำน้ำที่จะไป
   โดยการตรวจสอบล่วงหน้า จากผู้จัดทริป ตัวอย่างเช่น
   ถ้าอุณหภูมิน้ำอยู่ระหว่าง 26-30 องศาเซลเซียส ท่านอาจใช้ เว็ตสูตหนา 3 มิลลิเมตร
   แต่ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่านั้น เช่น 23-24 องศา ควรใช้เว็ตสูตหนาอย่างน้อย 5 มิลลิเมตร เป็นต้น
5. ปฏิบัติตนตามกฏข้อบังคับอย่างเคร่งครัด อย่าอวดเก่งกับธรรมชาติ
    หลงก็ตั้งสติหากัน 1นาทีใต้น้ำ  ถ้าไม่เจอ ก็ค่อยๆขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างช้าๆ เตรียมอุปกรณ์ให้ 
    สัญญาณกับเรือ และที่ใต้น้ำ อย่าดำไปชนเค้า อย่าให้เค้าชนเรา และอย่าเป็นเหตุ
   ให้เค้าดำ  ชนกัน ฝึกเป็นมารยาทที่ดี
   เมื่อจบการดำน้ำ DiveLead ขึ้น และเรียกให้ขึ้นสู่ผิวน้ำแล้วก็ต้องขึ้นทันที อย่ารู้มาก
   ดำตามมา ใต้น้ำ คุณจะเข้าใบจักร เรือโดยไม่รู้ตัว
    ยกเว้นบางกรณีที่เรือจอดผูกทุ่นดับเครื่องยนต์
    หรือคลื่นลมบนผิวน้ำรุนแรง Lead อาจพาคุณดำมาใต้น้ำ
    เพื่อที่จะขึ้นที่ท้ายเรือเลยก็ได้ แล้วแต่กรณี
6. ไม่ดำน้ำนานเกินกว่าที่กำหนด ชีวิตคุณยังอยู่ดำน้ำได้อีกนาน
 อย่าทำเหมือน Dive นั้นเป็น Dive สุดท้ายของชีวิตแล้ว เอาให้คุ้ม ถ่ายรูปเล่นกันต่อ
 สุดท้ายมันจะไม่คุ้มกันเลยครับ
   
7. ควรทำ Safety stop ทุกครั้งที่ดำน้ำลึกเกินกว่า 18 เมตร หรือที่จริง ฝึกทำให้เป็นนิสัยประจำเลย
    กับการดำน้ำทุกๆครั้งจะดีมากๆ Safety stop มีประโยชน์มากมาย
    ช่วยผลักดัน ไนโตรเจนส่วนเกิน ออกไปได้อย่างมาก
    หลายท่านที่ดำน้ำลึก ทำ Safety stop นานถึง 5นาทีด้วยซ้ำ(ปกติ 3นาที)
 8. เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ ควรมีแผนปฏิบัติการณ์เตรียมไว้ เบอร์โทรฉุกเฉิน
     หน่วยกู้ภัย ออกซิเจนในเรือและวิธีใช้ที่ถูกต้อง
9. วางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบการโดยสารเครื่องบินกลับหลังการดำน้ำ
    ต้องรอ     อย่าง น้อย 24ชม.ไปแล้วนะครับ
 
10. สุดท้าย อย่าดำน้ำด้วยความประมาท Dive Leader คนพื้นที่ จะช่วยคุณได้มาก
      ชวนคุยสอบถามประวัติความเก๋าของ Dive Lead คุณด้วย
      เหมือนกับที่เค้าพยายามประเมิน และชวนคุณคุยเหมือนกัน
      ระมัดระวังอุปกรณ์ และความซุกซนของคุณ จะไปโดน และทำร้ายธรรมชาติใต้น้ำ
      อย่าจับอะไรทั้งสิ้น อย่ารบกวนเค้าจนเกินงาม ดำแต่พอดี เรารุกรานเค้ามามากพอแล้ว
   
หวังว่า ทุกท่านที่ปฏิบัติตามจะดำน้ำด้วย ความสนุก และปลอดภัย
การเตรียมตัวที่ดี มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ
 
 
 
 
 
วันที่ลงบทความ: 2011-08-02 08:23:20
 
ที่มาของบทความ: ชมรมฯดำน้ำลาดตระเวน Recon Diver Club ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ใช้เพื่อการศึกษา

วิชาหนีตาย สำหรับนักดำน้ำ

  วิชาหนีตาย

 แรงบันดาลใจ ในงานเขียนนี้ หวังว่าจะเกิดประโยชน์กับเพื่อนๆนักดำน้ำว่าด้วยเรื่อง วิชาหนีตาย
เขียน เพราะไม่อยากให้กลัว และที่กลัวกันเพราะประเมินไม่ออก อ่านแล้วน่าจะสบายใจขึ้น
 ดำน้ำไม่ใช่เรื่องอันตรายถ้าระมัดระวัง และมีการเตรียมการที่ดี แค่อย่าอวดเก่งกับธรรมชาติ
ผมเคารพ และคิดถึงเรื่องนี้ตลอดเวลาที่วางแผนการดำน้ำ เส้นแบ่งระหว่างความเป็นความตาย
สิ่งที่ทำได้ กับทำไม่ได้ ต้องประเมินให้ถูก ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ
ซึ่งหลายครั้งอาจขัดใจนักดำน้ำ แต่เราก็กลับมาภูมิใจทุกครั้งว่าทุกคนสนุก และปลอดภัย
คำถาม แล้วเราจะดำน้ำกันทำไม อันนี้ไม่รู้จริงๆ ต้องถามตัวคุณเอง แต่ผมจะดำอ่ะ
-
ว่าด้วยเรื่องวิชาหนีตาย (ฟังดูน่ากลัวจัง)
เครื่องมือหนีตายทั่วไป มีอะไรกันบ้าง
1.นกหวีด ฟังดูดีแต่ไม่ได้ผลหรอกจะบอกให้ เป่าให้ตายเรือก็ไม่ได้ยิน เพราะเสียงเครื่องเรือ
ระยะห่างที่อยู่ไกล ไร้จุดสะท้อนเสียง และเสียงความวุ่นวายบนเรือที่มุ่นมั่นจะหาเรา
-
       
2.การทำใจเย็น ลอยคอ รอเรือมารับ คิดว่า เรือคงเห็นเราแล้ว
คุณคิดผิด เรือไม่เห็นคุณหรอกยิ่งถ้า
คลื่นลมแรง หัวคุณก็เท่ากับ ลูกมะพร้าว ร่องรอยไร้ทิศทาง
แย่ล่ะ แล้วจะเอาอะไรมาทำให้เรา ปลอดภัย อยู่ถูกที่ถูกทางกันล่ะทีนี้
-
ใจเย็นๆครับ ค่อยๆอ่าน ค่อยๆคิดตามกันไป
อันดับแรก
ก่อนลงดำน้ำทุกครั้งมองหาทางหนีทีไล่ เมฆฝน คลื่นลม จุดส่ง และจุดรับกลับ
 ตกลงกับเรือให้แน่นอน
ประเมินกระแสน้ำทันทีที่ คุณโดดพ้นออกจากเรือ ว่าน้ำไหลไปทางไหนกันแน่
ตรงกับแผนการที่เราวางเอาไว้กับเรือ หรือไม่
-
 
-
ต่อมา
เส้นทางการดำน้ำของเรา ถูกต้องอิงอยู่กับ เส้นทางที่วางแผนเอาไว้จริงๆหรือไม่
ตราบใดที่คุณอยู่ถูกที่ ถูกทาง มันก็ง่ายสำหรับเรือที่จะรับคุณกลับ
ยิ่งถ้าดำอยู่กับแนวเกาะ หรือ แนวปะการังที่ชัดเจน ยิ่งมั่นใจได้ว่า ไม่หลงออกนอกเส้นทาง
การดำชิดติดเกาะไว้ ฉุกเฉินก็ยังปีนขึ้นเกาะได้ด้วย
-
กรณีคลื่นลมแรง อุปกรณ์ที่มีประโยชน์มากมายคือ ทุ่นสัญญาณ
 ฝรั่งเรียก Float หรือ Safety Baloon ก็ตาม
แนะนำว่า เป็นชนิดผ้าเท่านั้นนะครับ แบบที่เป็นพลาสติกมันของเด็กเล่น
ที่จริงไม่ควรผลิตมาเป็น อุปกรณ์ Safety ของมนุษย์ด้วยซ้ำ 
      
                                    
อุปกรณ์ชิ้นนี้ผมให้เครดิต เต็มที่เลยครับ เพราะมีประโยชน์จริงๆ
เรือมองเห็นได้ง่าย
อย่างน้อยก็ดีกว่าเป่านกหวีด
ยิ่งถ้ามีไฟฉายดีๆ ซักกระบอกก็จะช่วยได้มาก ส่องไปที่เรือ หรือกระพริบให้สัญญาณ
(เวลากลางคืน เอาไฟฉายสอดเข้าไปใน Float จะทำให้ Float เปล่งแสงสีแดงได้อีกด้วย)
-
สุดท้าย ถ้ามันฉุกเฉินจริงๆ
หลุด หลง หาย จำไว้ว่าคุณมีเวลาประมาณ 3-4 ชั่งโมงก่อนที่ร่างกาย
จะเข้าสู่ภาวะช็อค จากความหนาวเย็น Hypothermia ฉะนั้นเพื่อใช้มันให้เกิดประโยชน์ที่สุด
คุณต้องเตรียมตัวดังนี้
-
-
1.ปลดตะกั่วทิ้งไปเลย เราไม่ใช่แล้วแน่นอน 
2.ปลดถังดำน้ำออกไปให้เหลือแต่ เสื้อ Bcd เอาไว้( ฮ.จะดึงตัวคุณง่ายขึ้นถ้าเค้าเจอ)
หรือถ้าไม่ปลดถังทิ้ง ต้องปล่อยอากาศออกให้หมด Tank จะลอยน้ำได้ ช่วยคุณอีกทาง
-
 
-
3.เก็บหน้ากาก+ท่อหายใจเอาไว้ที่คอเสมอ
4.ถ้าหลงเป็นกลุ่ม ให้เอา สาย Regulator มัดติดกันไว้เป็นแพ
เพื่อเราเพลียเผลอหลับกันไป
5.กอดกันไว้เป็นวงกลม แต่ถ้าอยู่คนเดียว ให้นอนหงาย
6.เตรียมตัวเข้าสู่ความมืด การติดไฟฉายไว้เป็นประจำใน Bcds จะช่วยคุณได้มาก
ถ้าให้ดีพกกระจกฉุกเฉินไว้ สะท้อนแสง เรียก เรือ เรียก ฮ. จะดีมากๆๆๆๆๆๆ
ไฟฉาย และกำลังใจ เป็นสิ่งสำคัญมาก ในเวลากลางคืน
7.ถ้าโชคดีกระแสน้ำพัดพาไปเจอเกาะ และยังเหลือแรงว่ายเฮือกสุดท้าย
 ต้องออกแรงว่ายครับ เพราะถ้าขึ้นเกาะได้
 คุณรอดแน่นอน
-
 
ท้ายนี้หวังว่า จะไม่มีใคร ต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้นะครับ
แต่ก็อย่างว่า รู้ไว้ใช่ว่า ดีกว่ามั้ยครับ
วันที่ลงบทความ: 2011-08-04 20:18:03
 
ที่มาของบทความ: ชมรมฯดำน้ำลาดตระเวน Recon Diver Club ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ใช้เพื่อการศึกษา

อุปกรณ์ดำน้ำ 2

1
  อุปกรณ์ดำน้ำ2 

-
มาต่อกันที่ BCDs เสื้อชูชีพปรับการลอยตัว สำหรับดำน้ำ
-
BCD แบบ ADV Jecket                                                               BCD แบบ Back Buoyancy
-
มากมาย ด้วยรูปแบบ และความชอบ
ความถนัดในการเลือกใช้ Bcd พื้นฐานที่เราส่วนใหญ่ใช้เรียนดำน้ำกัน
คือแบบ ADV Jecket ที่มีถุงลมโอบอุ้มอยู่โดยรอบ ง่ายต่อการลอยที่ผิวน้ำ
และการทรงตัวที่ดีกว่า แต่ก็มีนักดำน้ำบางกลุ่ม ที่นิยมใช้ Bcd แบบ Back Buoyancy
คือถุงลม ไปอยู่ที่ด้านหลังทั้งหมด ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับความถนัด และฝึกฝนในการใช้ ทั้งหลายล้วนมีข้อดี ข้อด้อย
ยังมีรูปแบบ Bcds อื่นๆอีก …อ่านต่อด้านใน

เลือกซื้ออุปกรณ์ดำน้ำอย่างไรดี

  อุปกรณ์ดำน้ำ 

-
ช่วง นี้หลายๆท่าน ร้อนของ
ประกอบกับเงินที่ฝากไว้ในธนาคาร เริ่มจะเน่า ถ้าไม่ได้ใช้
แม้จะถูกเบรคไปแล้ว ก็ยังลักลอบไปซื้อกันมาให้เห็น
แต่ด้วยราคากับคุณภาพที่ไม่เหมาะสมกัน
วันนี้เลยตัดสินใจ ทำสรุป วิธีการเลือกซื้ออปุกรณ์ดำน้ำ(ถ้ามันจะต้องซื้อจริงๆ)
ในแง่ของผู้บริโภคอย่างเรา
ว่าควรจะต้องพิจารณาอะไรบ้าง คุณสมบัติ มาตราฐานต่างๆ และราคา ไล่กันไปทีละรายการ
โดยรวมๆนะครับ ลงรายละเอียดมากจะกลายเป็น Lecture ไป
-
เริ่มต้นจาก หน้ากากดำน้ำ (Mask)
-
-
อันดับแรก มาดูรายละเอียดของหน้ากากดำน้ำกันก่อนว่ามีกี่แบบ
- จุดพิจารณาแรกคือ เป็นหน้ากากดำน้ำแบบมีกรอบ หรือไม่มีกรอบ(Frame/Frameless)
คือการประกอบยางซิลิโคนเข้ากับกระจก ว่าใช้พลาสติกเฟรมมาช่วยยึดจับ หรือใช้วิธีการหล่อ
จับกระจกโดยตรง ซึ่งวิธีหลังใช้เทคโนโลยีสูงกว่า Mask จึงมักมีราคาแพงตามด้วย
ข้อดีของ Mask Frameless คือช่วยลดน้ำหนัก และทำให้เป็น Low Volume ได้มากกว่า
สามารถ Clear น้ำออกจากหน้ากากได้ง่าย
-จุดต่อมา คือ สีของยางซิลิโคน โดยทั่วไปมีสองสีให้เลือก คือ Clear(ใส) กับ ดำ(Black)
ธรรมชาติของซิลิโคนใส เมื่อผ่านการใช้งานไปซักระยะ จะเริ่มเหลือง ผู้ผลิตจึงใส่สีดำ
เข้าไปเพื่อ …อ่านต่อด้านใน